Latest Entries »

เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่เราปรับใบเรือได้

เราเปลี่ยนผู้อื่นไม่ได้ แต่เราปรับความคิดตัวเองได้

—————————————————————-

ทุกข็ หรือ สุข อยู่ที่ความคิดของเรานี่เอง

—————————————————————-

เราเพียงแค่ ” ยอมรับ ” ไม่ใช่  ‘ยอมแพ้”

—————————————————————

ปล่อยวาง ” ไม่ใช่ ” ปล่อยปละ ”

—————————————————————

เราจำเป็นต้องแก้ที่ ต้นเหตุ เราจึงจะ หลุดพ้น จากความทุกข็ได้

—————————————————————-

อย่าเก็บขยะไว้ในใจ  ทำให้จิตใจของเราขุ่นมัว

—————————————————————

เราแต่ละคนมีความชอบ มีความสามารถที่โดดเด่นแตกต่างกัน

เราล้วนเป็น ของขวัญชิ้นพิเศษ บนโลกใบนี้

————————————————————–

ย่อ…..เพื่อกระโดดใหสูงกว่าเดิม เป็นสิ่งที่ไม่เสียหาย

————————————————————–

ความสุข ….ไม้ได้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง

ความสุข…..ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง

ความสุข…..           อยู่ระหว่างการเดินทาง

ความสุข…..            อยู่ในระหว่างการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวัน

—————————————————————-

หัดชื่นชมชีวิตของตัวเองบ้าง……นี้เป็นสุดยอดการให้

พลังใจตัวเองอีกด้วย

—————————————————————

มีสติ ….ใช้ความคิด คำพูด และการกระทำที่ดี ปล่อยคลื่นพลัง

งานบวกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

—————————————————————

ราก ก่อให้เกิด ผล ความคิด เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่……

เป็น ” ที่มา ” ของทุกอย่าง

—————————————————————

จงมองว่าอุปสรรคเป็นประตูที่นำไปสู่ทุกอย่างที่คุณต้องการ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็แค่พิสูจน์คุรค่าของตัวเอง

ด้วยกุญแจดอกที่ถูกต้องเหมาะสม จงดีใจที่ได้พบกับความท้าทาย เพราะถ้าหากไม่มีพวกมันแล้ว เราจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร

ในบางช่วงเวลาที่อุปสรรคนั้นเป็นเหมือนประตูหมุนที่ย้อนกลับมกระแทกใส่คุณ  ให้แสวงหาแรงบันดาลใจจากบุคคล

ที่ประสบความสำเร็จระดับตำนาน  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจอมทรหดผู้ไม่เคยยอมแพ้แม้จะล้มครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ลุกขึ้นยืนทุกครั้ง

และ แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อคุณได้รู้ว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาก็สามารถพันผ่าอุปสรรคอันหนักหนาสาหัสได้ทุกยุคทุกสมัย

คุณก็จะมองอุปสรรคของคุณเองอย่างเป็นกลางและรู้สึกว่าตนเองสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ถ้ายังไม่ได้ผล

ให้ลองหาแรงบันดาลใจจากถ้อยคำเชกสเปียที่ว่า ” ความกังขา คือ ผู้ทรยศ มันทำให้เราสูญเสียสิ่งดี ๆ ที่เรามักจะมีโอกาสได้รับไป…..

ด้วยความกลัวที่พยายาม ” เขาน่าจะเพิ่มเข้าไปด้วยว่า ” …….และความกลัวที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง

ขอขอบคุณบทความดีๆ จากหนังสือเข้าใจตัวเองใน 1 นาที

 

ประตูมีหลายแบบ ความทุกข์และปัญหาก็มีหลายแบบเช่นกัน บางครั้งเราใช้ชีวิตแบบดึง ทั้งที่ประตูบอกว่าผลัก และใช้ชีวิตแบบผลัก ทั้งที่ประตูบอกให้เลื่อน ประตูเปิดไม่ออก ปัญหาผลักไม่ออก ไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาแก้ไม่ได้ หรือประตูเปิดไม่ได้ หากแต่เป็นที่ตัวเราไม่เคยใช้ “ความคิด” เพื่อค้นหาวิธีการเปิดประตูอย่างถูกต้องเลย

ข้อคิดคำคม

ข้อคิดคำคม

ข้อคิดคำคม

ข้อคิดคำคม

ข้อคิดคำคม

ข้อคิดคำคม

 

 

 

“จาก ประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน” บทเรียนสำคัญ 10 ประการ ที่โดดเด่นเอาไว้ครับ โดยบทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

1. ให้ เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการ ภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการ เงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ

2. ให้ ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้อง ใช้งานไปอีกร้อยปีโดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำ ร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการ สูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อ สูงวัย

3. ตอบ ตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทาย เข้ามา ต้องอย่า ปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

4. เลือก คู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่าย หนึ่งอย่างถ่องแท้

5. เที่ยวให้มากไว้ (ชอบมากครับ) เมื่อ มีโอกาสให้เดินทางครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว

6. ให้ พูดในสิ่งที่อยากจะพูด เนื่องจากเรามักจะเสียใจและ เสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลายๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิต อยู่เท่านั้นนะครับ

7. เวลา เป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยว นี้เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น

8. ความ สุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจาก เงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จง รับผิดชอบต่อความสุขของตัวเรา เองตลอดชีวิตเรา

9. การ ใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่ง ต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้ หยุดกังวลครับ หรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิด ขึ้น

10. คิด เล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ

การทำงานในปัจจุบัน คำบ่นมากที่สุดของพนักงาน กลับไม่ได้เป็นเรื่องของงานหนัก งานยาก มากเท่ากับมีปัญหากับ “คน” ในที่ทำงาน และน่าประหลาดใจเมื่อพบว่า ผู้สร้างปัญหาและก่อความเครียดตัวฉกาจให้กับพนักงาน กลับกลายเป็นเจ้านายหรือหัวหน้างาน มากกว่าผู้ร่วมงานด้วยกันเอง

ศาสตราจารย์เวย์น ฮ็อกวอร์เตอร์ จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรัฐฟลอริดา เปิดเผยการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้างานกับผู้ใต้บังคับบัญชา พบความสัมพันธ์ที่เป็น “พิษ” ระหว่างกันอย่างน่าตกใจ

..กว่าร้อยละ 40 ของพนักงานระดับกลาง 400 คน บอกว่า จะทำเป็นไม่รู้จักหรือหลบหลีกเจ้านายถ้าได้พบกันโดยบังเอิญบนถนน…ร้อยละ 32 บอกว่า ทำงานกับเจ้านายที่อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
…และเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 29 บอกว่า เจ้านายพร้อมหักหลังเพื่อรักษาเก้าอี้ของตัวเอง

นอกจากนี้ผลการสำรวจยังระบุว่า พนักงานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้เป็นเวลานานจะมีความเครียดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน มีปัญหาในการนอนหลับ เกิดความเจ็บป่วย เห็นคุณค่าของตัวเองน้อยลง ขาดความทุ่มเทและความเต็มใจในการทำงานเพื่อองค์กร แต่ที่ต้องทนทำงานต่อไปเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า การจ้างงานที่ลดลง ทำให้การย้ายงานใหม่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากไม่เพียงการสำรวจครั้งนี้ที่ได้ผลออกมาเช่นนี้ ศาสตราจารย์เวย์น ฮ็อกวอร์เตอร์ กล่าวว่า เขาเคยศึกษาพฤติกรรมของผู้จัดการและพบว่า ร้อยละ 39 ไม่สามารถรักษาสัญญาที่ให้กับลูกน้อง ร้อยละ 41 ถูกมองว่าเป็นเจ้านายขี้เกียจ ชอบโยนงานให้ลูกน้อง และร้อยละ 31 บอกว่า เจ้านายคุยโวความสำเร็จของตัวเองเกินความจริงแม้ว่าการสำรวจนี้จะเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นบทเรียนที่ดีของการเลือกคนที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้างานขึ้นไป ตั้งแต่ระดับเล็กถึงผู้นำระดับสูง หากไม่ต้องการ “ผู้ก่อมลภาวะ” ทำร้ายผู้อื่น จำเป็นต้องมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความดี ความเก่ง และความกล้า องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งองค์กรเจริญก้าวหน้า และทำให้ทุกคนที่ร่วมงานอยู่ด้วยมีความสุขและเต็มใจทุ่มเทให้องค์กร
ความดี ความดีควรเป็นองค์ประกอบแรกของการคัดเลือกคนในการเข้าทำงานในตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังคมกลับละเลยและคัดเลือกเพียง “ความเก่ง” เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคนเก่งแต่ไม่ดี เช่น เห็นแก่ตัว ใช้อำนาจไม่เหมาะสม ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ฯลฯ เข้ามาทำงาน ย่อมสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น ดังผลการสำรวจข้างต้น
เราจึงต้องตระหนักว่า คุณสมบัติประการแรกของหัวหน้างาน จึงจำเป็นต้องเป็น “คนดี” โดยมีลักษณะนิสัยพื้นฐาน ได้แก่ เห็นคุณค่าคน เคารพและให้เกียรติคน รักความยุติธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ มีคุณธรรมเป็นหลักในการตัดสินใจ มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบ มีความถ่อมใจ ไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบ เป็นต้น

ความเก่ง นับเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญ หัวหน้างานจำเป็นต้องมีความรู้ ความชำนาญ และความเข้าใจเป็นอย่างดีในงานที่ทำ มีความสามารถในการประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร รวมทั้งมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป้าหมายของงานประสบความสำเร็จ อาทิ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม การริเริ่มสร้างสรรค์ การวางแผนยุทธศาสตร์และการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผล ที่สำคัญ หัวหน้างานจำเป็นต้องเป็นคนที่รักการเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ เพราะความเก่งจะต่อเนื่องจำเป็นต้องเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง

ความกล้า ในฐานะผู้นำทีมจำเป็นต้องมีความกล้าเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนอื่น ๆ ในทีม อาทิ หัวหน้างานต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าความท้าทายใหม่ ๆ กล้าแก้ปัญหาที่ยากลำบาก กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะรับผิดชอบแทนทีมงานทั้งหมด ความกล้าจะทำให้หัวหน้างานเป็นผู้ที่มีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งทีมกล้าที่จะแก้ปัญหาหรือฝ่าฟันวิกฤตที่เกิดขึ้นร่วมกัน
ความกล้าเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น หากหัวหน้าไม่มีความกล้า เช่น ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าคิดริเริ่ม ชอบเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ไม่กล้ารับผิดชอบ คุณสมบัติเช่นนี้ย่อมทำให้หัวหน้างานขาดความน่าเชื่อถือ ถูกมองว่าอ่อนแอ ที่สำคัญ อาจไม่สามารถพาทีมงานบรรลุเป้าหมายของงานได้
ความดี ความเก่ง ความกล้า เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ไม่ว่าระดับใดก็ตาม หากขาดองค์ประกอบใดไป ย่อมสามารถกลายเป็นหัวหน้างานที่สร้าง “สารพิษ” สะสมในชีวิตผู้ร่วมงานและทำลายองค์กรได้ในที่สุด

ขอขอบคุณข้อความดี ๆๆๆๆ จาก Sanook.com

ภาพนี้เป้นภาพที่คนไทย (ผู้ใหญ่) ทุกคนที่เป็นคนไทย ต้องดูและนำไปคิดว่า แม้แต่เด็กยังรัก และ เคารพพ่อหลวงของไทย

ซึ่งไม่ต้องมีคำพูด คำบรรยายใด ๆๆๆ ให้มากมาย ภาพดังกล่าวสื่อได้เห็นชัดเจน

ความทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ

เพราะตัวความทุกข์เองมีคุณสมบัติ

ที่พร้อมจะคลี่คลายเป้นความสุข

ในลักษณะความทุกข์อยู่ที่ไหน ความสุขก็อยู่ที่นั้นประการหนึ่ง

และอีกประการหนึ่ง คือ ความทุกข์สามารถเปลี่ยนเป็น ” แรงบันดาลใจ”

ให้ค้นพบความสุขที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความสุขส่วนบุคคล

ความสุขส่วนรวมระกับมนุษย์ชาติ และความสุขสูงสุด

คือ พระนิพานอันเป็นสภาวะสิ้นทุกข์โดยสมบูรณ์


พึงระลึกไว้ว่า คนเราย่อมมีชีวิตส่วนตัวของเขาหลังเลิกงาน เพราะฉะนั้น อย่าไปหวังให้เขาทำงานล่วงเวลา หรือ ทำงานในวันหยุดเป็นประจำ จ้างคนน้อย แต่จำนวนงานมากกว่าจำนวนคน ลูกน้องจึงต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทั้ง ๆ ที่ทางบริษัทไม่มีนโยบายที่จะจ่ายค่าล่วงเวลา

หากคุณปล่อยให้ลูกน้องต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายแบบนั้น ไม่นานลูกน้องคงตบเท้าเข้าโรงพยาบาลกันทั้งโขยง วิธีวัดว่าลูกน้องของคุณทำงานมากจนเกินไปหรือเปล่า เพียงสังเกตว่าลูกน้องต่างก็มาทำงานตรงเวลา และทำงานจนไม่ได้มีโอกาสเงยหน้าจนกระทั่งเลิกงาน แต่งานก็ยังดูเหมือนว่าจะยังไม่หมดสิ้นไปเสียที่ หากลูกน้องของคุณพยายามทำอย่างเต็มความสามารถแล้ว ก็แสดงว่าถึงเวลาที่คุณควรจะรับพนักงานมาเพิ่มได้แล้ว พวกเขาไม่ใช่เครื่องจักร หากคุณใช้แบบทะนุถนอม พวกเขาก็จะอยู่ช่วยงานคุณได้นานอีกนาน

 

บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน ในแต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการ……..

1.ตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
2.ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และ
3.ต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่า…..

1.ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย
2.ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคต และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด คือ…..

1.การอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม
2.จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น
3.คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ

1.จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว
2.มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ (Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง ( Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อ ชีวิต คือ

การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน
ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตน แต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชาย ป่วยหนัก ขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มี หลวงตา แก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่าง หมดอาลัยตายอยาก อยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่ง ครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ
ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ
ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล…. ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอน เปลือยกาย อยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป
พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจาก กัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว
ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด …..

คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

ข้อคิดประจำวัน จากธรรมะสวัสดี / ภาพจากการท่องเที่ยว รู้ไหม…? ทำไมน้ำตกถึงสวย…

พ่อ : รู้มั้ยลูก…ทำไมน้ำตกถึงสวย…
ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ…

พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก……ที่น้ำตกสวยน่ะ… …เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก…
ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ…
พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า…

…เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว…
…น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..
…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก…ไม่เห็นแก่ตัว…
…แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้..
…น้ำตก..ถึงสวย…
…และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก…ที่มีเสน่ห์..ไงละ

ข้อคิดจากเรื่องนี้… อย่าลืมน่ะลูก…
ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก…
ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก..
หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก…
อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว..
ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ…แบ่งปัน…ออกไปให้มากที่สุด
มีก็แต่คนที่ “ให้” ออกไปเท่านั้นแหละ…ลูก..
จึงจะเป็นคนที่ “ได้รับ” อย่างแท้จริง…

ดั่งที่ได้อ่านกันมาแล้วข้างบนเมื่อคุณได้รับสิ่งดี ๆ แล้วก็อย่าเก็บไว้คนเดียวนะ แบ่งปันสิ่งที่ดีและสวยงามให้คนที่คุณรักและรู้จักนะ แล้วจะได้ความรัก สิ่งที่ดี ๆ นั้นกลับมาตอบแทน สาธุ

มีอะไรซ่อนอยู่ในความเงียบ บางคนบอกว่า : เป็นความเงียบก่อนมีพายุ ในความเงียบมีนักย่องเบา
ในความเงียบมีความจริง ในความเงียบคือการยอมรับ สำหรับตัวเราในความเงียบมีความสุขซ่อนอยู่

“จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด” ในความเงียบมักมีคำตอบอยู่เสมอ
เวลาที่เราสับสนในความคิด ก็มักจะอยากอยู่เงียบๆคนเดียวเพื่อหาคำตอบ เวลาที่เราเศร้าใจ

เราก็มักจะอยากอยู่เงียบๆเช่นกัน ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากได้ยิน หรือรับรู้อะไร ต้องการเวลาทำใจ
หรือแม้แต่เวลาที่เราสุขใจเอง บางทีอยู่เงียบๆเพียงลำพัง หรืออาจจะอยู่กัน 2 คนกับคนรู้ใจ แค่นั่งเฉยๆ

อยู่ในความเงียบมันก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเรากำลังสื่อสารกันทางจิต รวมถึงในบางครั้งที่เรารอคำตอบ

รออะไรจากใครสักคน แล้วมันไม่มีสิ่งใดสื่อสารส่งต่อกลับมาถึง สักที “ความเงียบ” นี่แหละ

เป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่อยู่ในตัวของมันเอง..@_@..!!!

1. หวีผมบ่อย ๆ :
ให้หวีผมเบา ๆ บ่อย ๆหน่อย ซึ่งจะช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แล้วแปรงเบา ๆ เพื่อกันผมหลุดร่วง)

2. ถูใบหน้าบ่อย ๆ :
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2ข้างถูลงบนใบหน้าเบา ๆ บ่อย ๆ หน่อย เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นทำให้ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อย ๆ :
ให้มองไกล – มองใกล้ มองข้างนอก – ข้างใน มองบน – มองล่าง หลีกเลี่ยงการมองหรือจ้องอะไรนาน ๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อย ๆ :
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบา ๆ บ่อย ๆ หน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน (จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งการเปิดทวารที่หูทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อย ๆ :
ขบฟันเบา ๆ บ่อย ๆ หน่อย (ไม่ใช่ขบแรงดังกรอด ๆ) เป็นการช่วยให้ฟันแข็งแรงและยังช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อย ๆ :
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้า คือเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็มเพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋ และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลังและส่วนหน้าร่างกาย จะช่วยทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อย ๆ :
การกลืนน้ำลายบ่อย ๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย :
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย และหมั่นออกกำลังกายเพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะ หรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็นการทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่ายขึ้น

9. ถูหรือนวดท้องบ่อย ๆ :
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบา ๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อย ๆ :
การขมิบก้นบ่อย ๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ :
การอยู่นิ่ง ๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่ายควรเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน และ ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อย ๆ :
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำมีส่วนช่วยให้เลือด และพลังไหลเวียนดี

เคล็ดลับดี ๆ จากท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน

ชีวิตของเราเปรียบเหมือนกระแสน้ำตก หากเราเคยไปดูที่ต้นน้ำตกทั้งหลาย เราจะมองไม่เห็นความเชี่ยวกรากใดๆนอกจากแอ่งน้ำหรือกระแสธารน้อยๆหรือสายน้ำน้อยๆขนาดนิดเดียวที่ไหลจากที่โน่นที่นี่มารวมกันเป็นลำธารไหลเอื่อยๆมาจนกระทั่งถึงหน้าผาอันเป็นจุดที่มันจะแสดงพลัง ครั้งเมื่อมันตกลงมาศักยภาพทั้งมวลของมันก็จะแสดงออกจากความสูงและความกว้างของหน้าผารวมทั้งปริมาณมวลสารของน้ำ น้ำตกบางแห่งยังคงไหลตกอยู่ตลอดปี บางแห่งก็มีพลังแรงน้อยลงในหน้าแล้ง บางแห่งก็เหือดหายไปหมดเพราะขาดน้ำ
หากคุณเคยไปเที่ยวน้ำตกขนาดใหญ่อย่างเช่น ไนแอการา คุณจะเห็นพลังมหัศจรรย์ของมัน คุณจะรู้สึกทึ่งในพลังแรงมหาศาลที่น้ำจากทะเลสาบไหลอย่างท่วมท้นอย่างไม่หยุดหย่อนลงไปจากที่สูงสู่เบื้องล่างอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง หากชีวิตของเราสามารถเป็นได้อย่างน้ำตกเช่นนั้น ไหลหลั่งกระแสพลังบวกทั้งมวลสู่สิ่งแวดล้อมอย่างไม่มีวันหยุด นอกจากมันจะสร้างความอุดมกับสิ่งแวดล้อมได้มากมายแล้ว คุณจะรู้สึกว่าชีวิตของคุณเปี่ยมพลังด้วย
ผมเคยเดินขึ้นไปที่ต้นน้ำของน้ำตกไนแอการา อันที่จริงแล้วมันมาจากทะเลสาบใหญ่ของทวีปอเมริกา ก่อนจะถึงหน้าผาของน้ำตกอันมหัศจรรย์ ไม่ได้มีวี่แววเลยว่ามันจะทรงพลังมหาศาลได้ขนาดนั้น ทว่าขนาดของทะเลสาบช่างกว้างใหญ่เหลือเกินจนทำให้มันสามารถสะสมปริมาณน้ำได้มากมาย จนทำให้กระแสน้ำไม่มีวันเหือดหาย น้ำที่อยู่ตอนบนมีลักษณะค่อนข้างไหลนิ่งไม่เชี่ยวกรากเหมือนที่คิด แต่ดูแล้วมันช่างตระการตาน่าสะพรึงกลัวและน่าชื่นชมในเวลาเดียวกัน น้ำตกไนแอการากลายเป็นน้ำแข็งบ้างไหมในหน้าหนาว? จริงอยู่ในยามที่หนาวเหน็บมีหิมะตก น้ำตกไนแอการากลายเป็นน้ำแข็งก้อนมหึมาบางส่วน แต่มันก็ยังตกลงมาอย่างไม่เหือดหายตลอดปี เหมือนชีวิตที่บางครั้งต้องมีอุปสรรคแต่หากมันมีศักยภาพอย่างมหาศาลก็ไม่มีวันที่จะมีอะไรมาหยุดยั้งได้
ลองนึกถึงภาพอาณาเขตครอบคลุมของทะเลสาบที่เรียกว่า เกรทเลค ที่เป็นแหล่งสะสมน้ำที่กลายเป็นน้ำตกไนแอการาดูบ้าง หากใครไม่เคยเห็นภาพก็ลองไปหาแผนที่ทวีปอเมริกามาดู จะเห็นได้ว่ามันมีขนาดใหญ่เทียบได้เป็นรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว คำว่าทะเลสาบนั้นนอกจากจะเรียกว่า “เลค” แล้ว มันยังมีลักษณะเป็น “เรเซอร์วัวร์” ซึ่งก็หมายถึงแหล่งสะสมน้ำ มันเป็นที่รวมพลังแห่งศักยภาพของน้ำตก หากไม่มีน้ำปริมาณมากเพียงพอมันก็จะไม่สามารถตกลงมาเป็นน้ำตกที่มีแรงพลังมากมายได้ขนาดนั้น
ชีวิตของเรา หากยังไม่มีโอกาสแสดงพลังหรือแสดงความสามารถเพราะโอกาสยังไม่มาถึง ก็ให้เราสะสมพลังให้ได้ดั่งทะเลสาบที่สะสมปริมาณน้ำเอาไว้ในขนาดมหึมา ในยามที่โอกาสยังมาไม่ถึงให้เราสะสมสิ่งดีๆเอาไว้ในตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งความรู้และทักษะ ในขณะเดียวกันเมื่อมีโอกาสแสดงพลังก็ไม่ควรที่จะหยุดยั้งการสะสมพลังเอาไว้ เราจะต้องสะสมพลังขนาดใหญ่เอาไว้ตลอดเวลาเพื่อให้กระแสพลังของเราไม่มีวันแห้งเหือดเหมือนน้ำตกบางแห่ง
เมื่อเรามีศักยภาพมากมายเสมือนปริมาณน้ำในทะเลสาบแล้ว เมื่อเรามาถึงหน้าผาหรือจุดที่แสดงกระแสพลังของเรา เราจะปลดปล่อยพลังของเราออกมาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกลัวหมด ยิ่งสะสมศักยภาพได้มากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งมีพลังแรงมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น เราไม่ต้องกลัวว่าชาตินี้พลังแรงของเราจะหมดไปหากเราสะสมมันกลับเข้ามาตลอดเวลา ยิ่งสะสมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใส่พลังแรงได้มากเท่านั้น
เคยมีรุ่นน้องมาปรึกษาผมขณะที่พวกเขาไม่ได้รับภารกิจที่สำคัญ ดูเขาจะเบื่อหน่ายต่อการทำงานเพราะไม่มีอะไรท้าทาย แล้วบางคนก็พาตัวเองเข้าป่าเข้าดงหลงพงไพรเสียผู้เสียคนก็มี เพราะเขาไม่มีกำลังใจในยามที่ไม่มีอะไรเด่นๆจะทำ
ผมไม่ได้พูดถึงน้ำตกไนแอการากับเขา แต่ผมถามในสิ่งที่หลายคนจะต้องรู้จักดี ผมถามเขาว่า ในเรื่องสามก๊กนั้น พอขงเบ้งเปิดฉากออกมาก็นอนเสียแล้วเจ็ดวันเจ็ดคืนใช่ไหม? ขงเบ้งนี่ขี้เกียจจริงๆนะ ไม่ทำอะไรนอกจากนอนให้เล่าปี่มากราบไหว้เจ็ดวันเจ็ดคืนอ้อนวอนให้ไปช่วยรับราชการ แต่พอขงเบ้งยอมรับไปทำงานนั้น เขาเป็นอย่างไรบ้าง? เขาเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ เป็นเสนาบดีระดับสูง เป็นแม่ทัพที่ทำให้ข้าศึกศัตรูต้องขยาดแม้ในยามที่ไม่มีกำลังอยู่ในมือ ขงเบ้งเป็นเทวดาหรืออย่างไรจึงหยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ? หาใช่เช่นนั้นไม่ ขงเบ้งอาศัยอยู่ที่ไหนก่อนที่เล่าปี่จะมาพบ? ใครตอบได้บ้าง? เขาอยู่บนเขาแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า โงลังกั๋ง ยังไงล่ะ ตอนเขาอยู่บนเขาโงลังกั๋งเขาทำอะไรบ้าง? เขาขี้เกียจนอนทั้งวันทั้งคืนหรือเปล่า? หาใช่เช่นนั้นไม่ ขงเบ้งศึกษาหาความรู้ เขาศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ จึงได้หยั่งรู้หรือรู้แจ้งในเรื่องสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศจึงกลายเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้า เขาศึกษาตำรับพิชัยสงครามและประวัติศาสตร์การสงคราม เขาจึงสามารถสร้างกลลวงและเอาชนะข้าศึกได้ครั้งแล้วครั้งเล่านะสิ
ในยามที่รู้สึกว่าอะไรยังไม่เดินหน้าคุณต้องทำตัวแบบขงเบ้ง ให้คุณไปอยู่บนเขาโงลังกั๋ง คือหมั่นศึกษาหาความรู้ขัดเกลาทักษะความสามารถทั้งมวลเท่าที่จะทำได้ คุณต้องทำชีวิตประดุจดั่งน้ำตกไนแอการา ที่มีพลังบวกไหลแรงออกมาอย่างไม่ขาดสายแสดงพลังออกมาอย่างมหาศาลในอัตราที่ต่อเนื่อง
ด้วยการสะสมความรู้ความสามารถ ด้วยการฝึกทำงานทุกชิ้นทุกอันเท่าที่คุณจะสรรหาได้ ด้วยการใส่ใจสร้างนิสัยที่ดีๆทุกประการ แม้แต่การชอบอ่านหนังสือ แม้แต่การหัดพูด แม้แต่การหัดเขียน แม้แต่การหัดขาย หรืออะไรก็ตามที่คุณเคยคิดว่ามันเรื่องเล็กๆน้อยๆ คุณก็จะทำให้คุณเองสามารถสะสมพลังมวลสารที่จะไหลตกลงมาอย่างไม่มีอะไรต้านทานได้ จงอย่าลืมว่าแหล่งสะสมน้ำนั้นสะสมน้ำจากทุกทิศทุกทางทุกวิธี ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน ไม่ว่าฝนจะตกมากหรือตกน้อย จากน้ำที่ไหลมาจากสายน้ำขนาดกว้างไม่กี่นิ้วที่ไหลจ็อกๆทีละหยดไปจนกระทั่งแม่น้ำขนาดใหญ่ ศักยภาพของคุณก็เช่นกัน สามารถสะสมขึ้นมาได้จากการฝึกฝนฝึกหัดฝึกปรือจากสิ่งน้อยๆที่ดูเหมือนไม่สำคัญไปจนกระทั่งถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สำคัญอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ หรือรู้สึกว่าพลังกำลังจะหมด ให้นึกถึงน้ำตกไนแอการาที่สะสมศักยภาพของมันจนมีขนาดกว้างใหญ่มหาศาล ให้นึกถึงขงเบ้งที่หมั่นฝึกฝนตนเองอยู่บนเขาโงลังกั๋ง เมื่อคุณทำเช่นนั้นคุณจะรู้สึกว่าชีวิตของคุณมีค่า และเมื่อใดก็ตามที่คุณจะได้แสดงพลัง พลังของคุณจะรุนแรงและไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้แม้ในยามที่คนอื่นๆหมดพลังไปแล้วก็ตาม

ขอให้ท่านรู้สึกได้ว่าชีวิตของท่านเปี่ยมพลังอยู่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่าง เปี่ยมพลัง!!!

มีร้านค้าแห่งหนึ่งติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็ก ๆ แวะเวียนเข้ามาเล่น มาชมลูกสุนัขทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดี มีราคาค่อนข้างแพง

วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่น ๆ ให้แก่ลูกค้าในร้าน เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งก็มากระตุกชายเสื้อเขา เขาก้มลงมอง และถามว่า

‘มีอะไรให้ช่วยหรือไม่’

‘เพื่อนของผมบอกว่า ที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว พ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ’ เด็กบอกอย่างสุภาพ

‘อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ’ เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดี แล้วผิวปากเรียกสุนัขทั้งเจ็ดออกมา

เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมาที ละตัว เขานับ… แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น

‘ไหนว่า มีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ’ เด็กชายถาม

เจ้าของร้านตอบว่า

‘อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัว เพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ ๆ ของมันไม่ได้’

สิ้นคำเจ้าของร้าน ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา ขาหลังทั้งคู่ของมัน ลีบเหลือนิดเดียว มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ด ๆ เห็นได้ชัดว่ามันพยายามคลานมาหาเขา หางของมันกระดิกดุ๊กดิ๊ก ๆ อยู่ตลอดเวลา มันคลานเข้าไป เลียรองเท้าของเด็กชาย ท่าทางจะชอบเขามาก

เด็กชายหัวเราะ แล้วอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า ‘หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ’

‘ปกติ อาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ’ เจ้าของร้านตอบ

เด็กชายนิ่งอึ้งไปก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับ เขามีเงินอยู่เพียง สี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น

‘ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้’ เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ

เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า

‘โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรี ๆ ไปเลย’

เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไป ก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า

‘ทำไมครับ ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้’

‘ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อม ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของมันและอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ ลองดูตัวอื่นดีไหม’

เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า ‘คุณอาดูอะไรนี่สิครับ’ ว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้น

เจ้าของร้านจึงได้เห็นว่าขาของเด็กชายคนนี้เล็กลีบเช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัข แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้

‘คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกัน ผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่น ๆ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ’

เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า

‘ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ในราคาสองพันบาทเท่ากับลูกหมาตัวอื่น ๆ แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอาขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือน จนครบสองพันบาท คุณอาจะว่าอย่างไรครับ’

เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ พลางกล่าวขอโทษขอโพยในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป เขาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้ และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชาย พวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า
อย่าตัดสินคุณค่า จากรูปลักษณ์ภายนอก

รายงานความคืบหน้าของการเจริญเติมโตของแมวที่ถูกทิ้ง (แมวถูกทิ้ง) ซึ่งตอนนี้เริ่มอุดมสมบุรณ์ขึ้นเรื่อย ๆๆๆๆ ตาของหนุงหนิงเริ่มตาโต มองเห็นชัดเจน ไชโยแมวตัวนี้รอดแล้ว ด้วยความเอาใจใส่ของแม่ ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 1  ภาพกำลังซนน่ารักมาก ๆๆๆๆๆภาพที่ 2 หนุงหนิงหลังจากกินอาหารแล้วหลับสบาย 

ความตายเป็นสัจธรรมในทางพุทธศาสนา ความตายเดินทางมาถึงเมื่อไร เราก็สบายใจเมื่อนั้น เพราะความตายก็คือ การปิดฉากชีวิตในชาตินี้

ความตายนั้นเป็นทั้งจุดจบ ขณะเดียวกันก็เป็นทั้งการเริ่มต้นอยู่ในตัว

ทุกคนเมื่อเกิดมาล้วต้องผ่านบทเรียน  2รูปแบบ

1.บทเรียนที่แสนยาก อันได้แก่ การพลัดพลากจากคนเป็นที่รัก

2 บทเรียนที่แสนง่าย นั้นก็คือ บทเรียนการแก้ปัยหาในชีวิตประจำวันของเรา

การพลัดพรากมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ

1 การพลัดพรากแบบเปิดเผย คือ การพลัดพรากเมื่อคนใดคนหนึ่งเดินออกไปจากชีวิตของเรา สิ่งนั้นคือ การตายจาก

2 ความพลัดพรากแบบปกปิด คือ การพรากจากคนที่เรารัก (ในทุกรูปแบบของแต่ละคน) ตลดเวลาในชีวิตประจำวันของ้รานั้นเอง

สมาชิกนานาสัตว์ในบ้านมีอยู่ 3 ชนิด 1 หมา 2 แมว 3 ปลา แต่ละชนิดจำนวนเท่าไรนั้นต้องเดาเอาน่ะค่ะ ซึ่งสมาชิกที่น่ารักนี้โดยส่วนใหญ่เก็บมาจากข้างถนน ที่ไม่มีราคาแพง ๆๆๆ ยกเว้นปลาที่ซื้อมา

 

 

 

 

 

สมาชิกตัวน้อย ๆๆๆ ในบ้านมีชื่อว่า หนุงหนิง ( แม่เป็นผู้ตังชื่อ) ในส่วนชื่อสมาชิกอื่นๆ

1. ไข่หวาน

2 ปาร์ตี้

3. หลง

4.พังก์กี้

5.หนุงหนิง

 

เมื่อวันอาทิตย์มีโอกาสได้ไปไหว้พระที่วัดฉลอง ช่วงตอนเย็น ๆๆๆ จึงได้เห็นภาพที่ชอบมาก คือ พระภิกษุกำลังเดินลงจากโบสถ์ เป็นภาพที่สวยงามมากที่สุด

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากกลับจากที่ทำงานประจำ ก่อนเข้าบ้านมีแมวน้อยผู้น่าสงสารอยู่ที่ประตูรั่วหหน้าบ้าน ซุ่งไม่ทราบว่าใครเอามาปล่อย จึงนำมาเลี้ยงเพิ่มจากเดิมที่มีีอยู่แล้วหลายชีวิต ให้ชื่อว่าอะไรดี ???????   ซึ่งได้เป็นสมาชิกใหม่ในบ้าน ตอนนี้กำลังขุนให้อ้วน และ แข็งแรงก่อน

วันนี้มีเวลาพอได้อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คำคมธรรมออนไลน์ ของท่าน ว.วชิรเมธี จึงนำบางส่วนมาฝาก

สายน้ำไม่ อาจหวนคืน สายธารเวลาไม่ อาจหวนกลับ

กฏแห่งกรรม คือ ศาลสถิตยุติธรรมที่เที่ยงแท้
กฏแห่งกรรมไม่มีคำว่า สองมาตรฐาน
กฏแห่งกรรม คือ กฏที่ทำให้เรารู้ว่า มนุษย์สามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้

ความทุกข์ คือ ความจริงอันประเสริฐ
หากไม่ผ่านพบความทุกข์ที่หนักหนาสาหัส การปฏิวัติภายในตัวบุคคลก็คงไม่เกิดขึ้น

แค่ปล่อยก็ลอยตัว

ขืนทำ……. จะช้ำใจ……..

อย่าทำงานจนป่วยตาย
อย่ามีตวามสุขที่ผิดศีลธรรม
อย่าจำแต่เรื่องเลวร้าย
อย่ากลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า
อย่าบ้าฟังคำคนสอพลอ
อย่าลืมใครผู้เคยทำคุณ

สร้างให้เสร็จ………….

สร้างความขยันแล้ว อย่าลืมสร้าง ความรู้จักพักผ่อนด้วย
สร้างหนังสือแล้ว อย่าลืมสร้าง ความรักการอ่านด้วย
สร้างอนาคตแล้ว อย่าลิมสร้าง ความอยู่กับปัจจุบันด้วย

โปรดอย่าลิม …………

อย่าลืม ว่าวันหนึ่งเราจะแก่
อย่าลืม ว่าวันหนึ่งเราจะเจ็บ
อย่าลืม ว่าวันหนึ่งเราจะตาย
อย่าลืม ว่าวันหนึ่งเราจะพลัดพราก
อย่าลืม ว่าชีวิตมิใช่ “ของเรา”
อย่าลืม ว่าชีวิตเป็นทุกข์
อย่าลืม ว่าเวลาไม่อาจรีไซเคิล

นัยอันลึกล้ำของคำว่า ” ขอบคุณ ”

ขอบคุณความตาย ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ 

ขอขอบคุณหนังสือ ของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่อง ความทุกข์มาโปรด คสามสุขโปรยหราย


ชีวิตของเรา ก็คือ เงาของความคิด
ชีวิต คือ งานประติมากรรมที่ปั่นโดยประติมากรชื่อ “ความคิด”
โลกก็เหมือน สะพาน เราแค่เดินผ่านแล้วก็ต้องจากไป
สายน้ำไม่อาจหวนคืน สายธารเวลาไม่อาจหวนกลับ
อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน
เงินมีล้นฟ้า แต่ทว่าสุขภาพไม่ดี สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า
ความสุขของคนคนหนึ่ง จะส่งผลถึงอีกคนหนึ่งเสมอ
สรรพาสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป้นของฉัน

 

การศึกษาถูกทิศ ชีวิตก็ถูกทาง
ความรู้มากมีบางที่ก็อาจกลายเป็นกำแพง
พูดน้อยฟังมาก คิดรอบคอบ ตรวจสอบตัวเอง
ดอกบัวเกิดในที่ต่ำ แต่ใฃ้บูชาในที่สูง คนอาจเกิดจากตระกูลต่ำ แต่ก็สามารถพัฒนาตนให้เป็นคนชั้นสูงได้ฉันนั้น
อยู่ในที่ที่ไม่มีคนเห็นคุณค่า แม้เพียงนาทีก็ไม่คุ้มค่า

ปล่อยวางการวิพากษ์วิจารณ์ มุ่งมั่นทำงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
อุปสรรคไม่ใช่ศัตรูของความสำเร็จ แต่มันคือ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ
ไม่มีงานไหนต่ำ ถ้าทำด้วยใจสูง
ถึงที่ขุด ขุดให้ถึงตาน้ำ ถึงที่ทำ ทำให้ถึงแก่นสาร
แก่นแท้ของความเป้นคนอยู่ข้างใน อย่าวินิจฉัยความเป็นคนจากข้างนอก

* บทกลอนทั้งหมดได้มาจากการอ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่อง คมคำ ธรรม ออนไลท์*

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีตที่ทำให้ตัวเราไม่มีความสุขนั้นอดีตผ่านไปแล้ว ความผิดที่เคยได้ทำก็ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นและผลที่ได้รับจากการกระทำในวันนั้น………ก็ผ่านไปแล้ว

แต่เมื่อได้เคยทำอะไรผิดพลาดมาแล้ว ก็ควรให้มันแล้วกันไป คิดเสียใหม่ว่าเป้นการเรียนรู้เริ่มต้นใหม่กับสิ่งใหม่น่าจะดีกว่า

อะไรที่เคยทำผิดพลาดกับใครก็ขอโทษเขาชะ แล้วแก้ตัวใหม่ คิดเสียว่า ” ชีวิตใหม่ เริ่มต้นได้เสมอ “

ความรู้สึกที่ยึดติดว่า ” ฉันผิดพลาดฉันแย่ ” หรือความรู้สึกที่ว่า ” ฉันไม่ดีพอ ” จากเหตุการณ์เดิม ในอดีตนั้น

หากไม่สลัดทิ้งไปเสีย มันจะกดดันและเกาะติดชีวิตไปตลอด ให้ถือว่าที่ผ่ามาเป็น ” การเรียนรู้ ” บอกกับตวเองว่า

” ฉันจะเป็นคนใหม่ และฉันจะเรียนรู้อะไรมามกาพอที่จะเป็นคนเก่งและดีกว่าเดิม ”  คิดใหม่ว่า

อย่างน้อยสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองนั้น ทำให้ได้เรียนรู้ว่าอะไรที่มันเป็นสิ่งไม่ดี อีกทั้งได้เรียนรู้ว่ามันต่างกับสิ่งดี ๆ ยังไง

และคิดเสียใหม่ว่า อย่างน้อยเราก็โชคดีที่อยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้ เอาตัวรอดมาได้ แม้จะมีบาดแผลบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าจะสาหัสหรือบาดเจ็บมากกว่านี้


ลืมอดีตเสีย แล้วเริ่มต้นกับชีวิตใหม่ที่ดีว่าเดิม

เพราะอนาคตที่ดีและยาวไกลนั้น

ถูกกำหนดจากปัจจุบัน

หากยังมัวยึดติดกับสิ่งพลาดในอดีต

ก็เท่ากับเอาอดีตที่ล้มเหลวมากำหนดปัจจุบัน

แล้วอย่างนี้ อนาคตจะไปเหลืออะไรล่ะ


ชีวิตคนเราเมื่อเกิดขึ้นมา จะทำอะไรก็เสี่ยงทั้งนั้น แม้กระทั้งการ ” ไม่ทำอะไรเลย ” ก็ยัง ” เสี่ยง “

คนเราไม่รู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าจะเป้นอย่างไร แต่ชีวิตไม่ว่าจะตัดสินอย่างไร ………….

แต่ชีวิตไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ……… จะเดินหน้า หรือ จะถอยหลัง จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไร

เลยนั้นมันมีความเสี่ยงในแต่ละเหตุการณ์ของการตัดสินใจทั้งสิ้น แต่การได้   ” ลองเสี่ยง “

โดยเตรียมการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาให้น้อยที่สุดนั้น โอกาสที่จะเกิดผลดีย่อมมีมากกว่า

 

 

 

ชีวิตประจำวันของเรานั้นมีเรื่อง และ ปัญหาให้ตัดสินตลอดเวลา

เราจะใช้วิธีใดล่ะ จะรอให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเอง หรือ จะยอมทำสิ่งที่ไม่รู้บนความมานะบนความตั้งใจ และ บนความถูกต้อง

 

ชีวิตเหมือนเรือที่ต้องออกจากท่า   เราต้องกล้าเสี่ยงที่จะออกไปแล่นโลด

บนคลื่นโหดกลางทะเล  เพื่อที่จะไปให้ถึงฝั่งฝันที่แสนสวยของเธอ

เพราะทุกการกระทำของเรามีความเสี่ยงทั้งนั้น    จงกล้าที่จะเสี่ยงอบ่างฉลาดและสู้สุดฤทธิ์

เพื่อจะได้หบกับสิ่งที่เราฝันและต้องการ

 

 

เวลาของชีวิต อาจไม่ได้ทำให้เราต้องผิดหวังตลอดไป เป็นเพราะชีวิตไม่ได้ผูกติดกับมิติของเวลา เราจึงไม่ควรเอาเวลาขณะนี้ซึ่งกำลังผิดหวังท้อแท้ท้อถ้อย มาตัดสินชีวิตทั้งชีวิตและอนาคตในวันพรุ่งนี้ แต่กลับจะต้องสงบสติ พลิกความคิดใหม่ ให้เป็นไปในทางที่ดีและมีความหวัง

 

 

 

 

ว่าวจะขึ้นสูงได้ก็เพราะแรงลม หากไม่มีลม ว่าวก็ไม่มีโอกาสขึ้นสู่ที่สูง หากไม่มีแรงต้านให้            เผชิญ ก็เหิรสู่ฟ้าไม่ได้ ว่าวเปรียบเสมือนเป้าหมายแห่งความสำเร็จ ลมจึงเปรียบเสมือนแรง          ต้านและอุปสรรค

 

 

ชีวิตที่เกิดมามีเรื่องที่ต้องเสียใจเป็นปกติธรรมดา

ชีวิต …………….. เปรียบง่าย ๆ เหมือนกับการเกิดมาในโลกเกิดมาก็มาคนเดียว จะไปก็ไปคนเดียว

เมือมีความทุกข์เกิดขึ้น

ถ้าเราขาดสติ เราจะมองไม่เห็นทุกข์

แต้ถ้าเรามีสติเราจะเห็นความทุกข์

ทันทีที่เราเห็น ความทุกข์จะเปลี่ยนคุณภาพเป็นความสุข

ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความทุกข์เป้นความจริงอันประเสริฐ เพราะความทุกข์นำมาซึ่งความสุข

———————————

แท้ที่จริงความทุกข์ก็คือรูปแบบหนึ่งของความสุข เพราะความทุกข์ และ ความสุขล้วนพึ่งพาอาศัยกันและกัน

เขาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น เรามองไม่เห็น ถ้าเราเห็นด้วยปัญญา เราจะขอบคุณความทุกข์

—————————————————————————————–

ความทุกข์ คือ เมล็ดพันธ์ของความสุข

ความทุกข์ คือ เมล็กพันธ์ของความสำเร็จ

ความทุกข์ คือ เมล็ดพันธ์ของสิ่งดีงามชั้นเลิศในชีวิตของเรา

————————————————————

ถ้าทุกข์ธรรมดาก็ถือว่าเป็น ครูประถม

ถ้าทุกข์หนัก ๆ ก็ถือว่าเป็น ครูมัธยม

แต่ถ้าทุกข์หนักจนน้ำตาเล็ด ก็ถือว่าเป็น ครูระดับมหาวิทยาลัย

————————————————————-

คนที่ไม่ป่วยกายเลยตลอด  120 ปี ก็ยังพอหาได้

แต่ไม่ป่วยใจเลยเพียง 1 นาที นั้นหายากยิ่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร

——————————————————————

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่ คือ

ฉากสุดท้ายที่ทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

————————————–

 

บางครั้ง ด้านที่มืดมนชองชีวืต นั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่ดี ที่จริงแล้วดีมาก เพราะมันทำให้เราเข้มแข็ง    ทำให้เราซึมซับบทเรียน นอกจากมุ่งมั่นที่จะชนะแล้ว คนเรายังต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ด้วย หากเรามองโลกในแง่บวก มองโลกในแง่ดีแล้ว เราจะรู้ว่าแพ้ไม่ใช่ไม่ดี ล้มเหลวไม่ใช่ไม่ดี บาดเจ็บไม่ใฃ่ไม่ดี มืดมนไม่ใช่ไม่ดี  เราจะหาประโยชน์ได้แม้จากสิ่งที่แย่ที่สุด เราต้องพร้อมจะเรียนรู้ชีวิตทั้งด้านที่ชื่นชมและขมขื่น เพราะถ้าเราเรียนรู้เฉพาะด้านที่ชื่นชมเราจะกลายเป็นคนที่เข็มแข็ง  แต่อ่อนแอ

เข็มแข็ง แต่ออ่นแอ หมายความว่า ถ้ายังไม่เจอเหตุการณ์อะไรในทางที่เสียหายเราจะยังคงเข้มแข้ง แต่พอเจอเหตุการณ์นั้นเข้าจริง ๆ เราถึงจะรู้ว่า เอาเข้าจริงแล้วเราอ่อนแอ ดังนั้นเราเข็มแข็งสลับอ่อนแอไปเรื่อย ๆ ดีกว่า เพราะวันหนึ่งถ้าถึงจุดที่เราขึ้นสูงสุด เราก็จะพร้อมเผชิญกับทุกด้านของชีวิต

มีคุณตาอายุมากท่านหนึ่ง ร่างการไม่แข็งแรงเจ็บป่วยด้วยโรคชรา แต่จิตใจของท่านในเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้นเข็มแข็งโลดโผนแตกต่างจากผู้อื่นมาก สามารถรู้เห็นสิ่งแปลก ๆ เช่น วิญญาณ เทพ พรหม เทวด และ สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลกทิพย์ ที่คนธรรมดาไม่สามารถรู้เห็นได้ และ สามารถรู้วาระจิตของคนอื่นด้วย ( มีคนพิสูจน์มาแล้ว )  ท่านแล้วว่า ท่านเคยได้สนทนาธรรม กับหลวงปู้เทสก์ เทสรังสี โดยทางสมาธิจิต ขฯะนั้นจิตของท่าน และ หวลงปู่ลอยอยู่บนอากาศเหนือป่าไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง

คุณตาท่านมีความปรารถนาที่จะบวชเป็นพระมานานแล้วแต่ติดที่ร่างกายไม่อำนวย ท่านก็เลยพูดกับหลวงปู่เทสก์ขึ้นว่า ” หลวงปู่ครับ กระผมอยากจะบวชครับ ” หลวงปู่ตอบกับคุณตาว่า ” โยมมองลงไปดูข้างล่างซิ…… เห็นต้นไม้ในป่ามากมายนั้นไม๊ ” คุณตาตอบว่า ” เห็นครับ มีต้นไม้เต็มป่าไปหมดเลย ” แล้วต้นไม้ในป่านี้มีต้นไม้ ที่เป็นต้น  ” เป็นไม้ยืนต้น และ ไม้ตายยืนต้น ”  อย่างไหนที่มากกว่ากัน หลวงปู่ถาม คุณตาตอบว่า ” อ๋อ….ก็ต้องไม้เป็นยืนต้น้ขียวซิครับ ที่มากกว่า ไม้ตายยืนต้นแห้ง ๆ ที่ตายแล้วนาน ๆ จะเจอสักต้นหนึ่ง ” หลวงปู่ถามต่ออีกว่า ” เออ…..แล้วไม้เป็นยืนต้น กับ ไม้ตายยืนต้นแบบไหนทำฟืนได้ดีกว่ากันล่ะ ” ก็ไม้ตายยืนต้นแห้ง ๆๆ ซิครับ ….. ทำฟืนได้ดีกว่ามันแห้งอยู่แล้วโดนไฟก็ใช้ได้เลย ส่วนไม้เป็นยืนต้นกว่าจะใช้ทำฟืนได้ต้องเอาใบสด ๆ  ออกใช้เวลาตากแดแ รอให้แห้งก่อนจึงใช้ประโยชณ์ตามต้องการได้ครับ ”  คุณตาตอยอย่างมั่นใจ  หลวงปู่เห็นดังนั้น ก็เลยได้โอกาสอธิบายต่อไปว่า ” เออแล้วการบวช และ ไม่บวช มันต่างกันอย่างไรล่ะ  มันก็เหมือนกันกับไม้เป็นยืนต้น กับ ไม้ตายยืนต้นนั้นแหละ คนที่กิเลสมากเหมือนไม้เป็น บวชมาแล้วก็ต้องมีกฏเกณท์ คือ ศีล 227 มีข้อวัตรปฎิบัติต่าง ๆ มาบังคัลฝึกฝนให้กิเลสเบาบาง มีเครื่องแบบ คือ ห่มผ้าเหลืองประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าตัวเองเป็นนักบวช จะได้สำรวมระวังไม่ทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามได้ง่าย ๆ ส่วนคนที่มีกิเลสน้อง หรือ หมดกิเลส ก็เหมือนกับไม้ตายยืนต้น ทำประโยชน์ได้เลย  จะบวชหรือไม่บวชจะห่มผ้าเหลือง หรือ ไม่ห่มผ้าอะไร มันก็เป็นพระอยู่ในจิตใจแล้ว

ถึงบางพูด                      พูดดี                     เป็นศรีศักดิ์

มีคนรัก                          รสถ้อย                อร่อยจิต

แม้พูดชั่ว                       ตัวตาย               ทำลายมิตร

จะชอบผิด                    ในมนุษย์            เพราะพูดจา

ทางพระพุทธศาสนา บอกเอาไว้ว่า กติกาของการเกิดมาในโลก ซึ่งพวกเราควรจะรู้นั้น มีอย่างน้อย 5 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

1. เราทุกคนเกิดมาแล้วมี ” ความแก่เป็นธรรมดา ” ไม่มีใครหลุดพ้นความแก่ไปได้

2. เราทุกคนเกิดมาแล้วมี ” ความเจ็บเป็นะรรมดา ”  ไม่มีใครหลุดพ้นความเจ้บไปได้

3. เราทุกคนเกิดมาแล้วมี ” ความตายเป็นธรรมดา ” ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้

4. เราทุกคนเกิดมาแล้วมี ” อันต้องพลัดพรากจากคนที่รัก และของรักเป็นธรรมดา ” ไม่มีใครจะล่วงพ้นความพลัดพรากไปได้

5.เราทุกคนเกิดมาแล้วล้วนมี ” กรรมเป็นของตน ” เราทำดี หรือ ทำชั่วไว้ที่ไหนก็ตาม สุดท้ายเราต้องเป็นคนรับผลของกรรมนั้นด้วยตัวเอง

แก่เป็นธรรมดา   เจ็บเป็นธรรมดา   ตายเป็นธรรมดา   พลัดพรากเป็นธรรมดา   และมีกรรมเป้นธรรมดา

ทั้ง 5 นี้แหละ ที่ทำให้  ” คน ” ทุกข์แทบล้มประดาตาย

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก หนังสือของท่าน ว วชิรเมธี เรื่อง เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโชค เหลี่ยน โรคให้เป็นครู

ข้อคิดและสาระน่ารู้

ข้อคิดและสาระน่ารู้

%d bloggers like this: